ศาสนาคืออะไร  
     
  มูลเหตุการณ์เกิดศาสนา  
    ศาสนาเกิดจากความเชื่อต่างๆ ของมนุษย์ มนุษย์มีความเชื่อเรื่องตายแล้วไม่สูญ แต่จะมีชีวิตใหม่
  ในโลกหน้า มูลเหตุการณ์เกิดศาสนามีเกิดตามลำดับ ความเจริญของมนุษย์ ดังขั้นตอนต่อไปนี้
       
   

1. ศาสนาสอนให้ผู้นับถือปกครองตนเองได้

2. ศาสนาสอนให้ผู้นับถือเป็นคนดี

3. ศาสนาสอนให้ผู้นับถือทำสังคมให้ดีขึ้น

4. ศาสนาเป็นที่พึ่งพาใจ

 
       
ความจำเป็นที่ต้องนับถือศาสนา
   
  ความต้องการทางชีววิทยา ความต้องการทางสังคม ความต้องการทางจิตใจ
       
   

1. ศาสนาสอนให้ผู้นับถือปกครองตนเองได้

2. ศาสนาสอนให้ผู้นับถือเป็นคนดี

3. ศาสนาสอนให้ผู้นับถือทำสังคมให้ดีขึ้น

4. ศาสนาเป็นที่พึ่งพาใจ

 
 

 

  ศาสนาจึงถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิต และหลักในการปกครองสังคม เป็นเครื่องยึดเหนียว
  ทางจิตใจให้ปฏิบัติตนไปในทางที่ถูกต้องดีงามและอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข
       
ความหมายของศาสนา
     
    ลัทธิความเชื่อถือของมนุษย์อันมีหลัก คือ แสดงกำเนิดและความสิ้นสุดของโลก อันเป็น
  ฝ่ายปรมัตถ์ประการหนึ่ง แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบุญบาปอันเป็นฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง
พร้อมทั้ง ลัทธิพิธีที่กระทำตามความเห็นหรือทำตามคำสั่งสอนในความเชื่อนั้นๆ
       
ประเภทของศาสนา
     
 

1. ศาสนาที่มีพระเจ้า พระเจ้าสร้างโลก มนุษย์และสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดรวมทั้งควบคุมดูแลสิ่งต่างๆ

  เหล่านั้นให้ ดำรงอยู่ และเปลี่ยนแปลงไป ศาสนาที่มีพระเจ้า แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
     
   

1.1 ศาสนาที่มีพระเจ้าสูงสุดองค์เดียว ได้แก่ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์

1.2 ศาสนาที่มีพระเจ้าหลายองค์ ศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู)

     
    2. ศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า ไม่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลกและควบคุมโลกแต่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้
  เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปตามกระบวนการธรรมชาติ คนเราจะดีหรือชั่วขึ้นอยู่กับการกระทำ
ของตนเองมิใช่เกิดจากการดลบันดาลของพระเจ้า ศาสนาพุทธ ศาสนาขงจื๊อ
       
องค์ประกอบของศาสนา
     
    1. ศาสดา คือ ผู้ก่อตั้งหรือประกาศศาสนา เช่น พระพุทธเจ้า เป็นศาสดาของศาสนาพุทธ
  พระเยซูคริสต์ เป็นศาสดาของศาสนาคริสต์ ท่านนบีมูฮัมหมัด เป็นศาสดาของศาสนาอิสลาม
     
    2. คัมภีร์ คือ หลักธรรมหรือคำสั่งสอนของศาสนา เช่น มีพระไตรปิฎก ศาสนาคริสต์
  มีไบเบิล ศาสนาอิสลาม มีคัมภีร์อัล-กรอาน เป็นต้น
     
    3. นักบวช คือ ผู้สืบต่อศาสนา เช่น ศาสนาพุทธ มีพระสงฆ์ ศาสนาคริสต์ มีบาทหลวง
  ศาสนาฮินดู มีนักบวชฮินดู ส่วนศาสนาอิสลามและศาสนาขงจื้อ ไม่มีนักบวช
     
    4. ศาสนาสถาน คือ สถานที่ประกอบพิธีกรรมและศูนย์กลางเผยแผ่ศาสนา เช่น
  วัดในศาสนาพุทธ โบสถ์ในศาสนาคริสต์ และมัสยิดในศาสนาอิสลาม เป็นต้น
     
    5. พิธีกรรม คือ กิจการรมทางศาสนา เช่น ศาสนาพุทธ มีพิธีอุปสมบท พิธีทำบุญใส่บาตร
  ศาสนาคริสต์ มีพิธี ล้างบาป พิธีศีลมหาสนิท ศาสนาอิสลาม มีพิธีละหมาด พิธีถือศีลอด พิธีฮัจญ์
     
    6. ศาสนิกชน คือ ผู้ยอมรับนับถือศาสนานั้นๆ เช่น ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ เรียกว่า พุทธศาสนิกชน
  ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ เรียกว่า คริสต์ศาสนิกชน ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม เรียกว่า มุสลิมเป็นต้น
     
    7. สัญลักษณ์ คือ เครื่องหมายบอกให้รู้ว่าเป็นศาสนาใด เช่น พระพุทธรูป ธรรมจักร ส่วน
  ศาสนาคริสต์ ได้แก่ รูปพระเยซู ไม้กางเขน เป็นต้น
       

ประโยชน์ของศาสนา

     
    1. ศาสนาเป็นแหล่งกำเนิดจริยธรรม เพราะศาสนาช่วยกล่อมเกลาให้มนุษย์มีความรู้ความคิด
  และการกระทำ ที่ดี คือ สอนหละเว้นความชั่ว และทำความดีทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ
     
    2. ศาสนาสอนให้มนุษย์มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นหลักธรรมความเชื่อที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
  ไม่ให้อ่อนไหวและหลงใหลไปกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม จึงมีสติและปรับตัวได้ กับ
ความเปลี่ยนแปลงนั้น ทำให้ ดำรงชีวิตได้อย่างสงบสุขในสังคม
     
    3. ศาสนาทำให้มนุษย์ที่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นหลักธรรมความเชื่อที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
 

ไม่ให้อ่อนไหว และ หลงใหลไปกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม จึงมีสติและปรับตัวได้กับ
ความเปลี่ยนแปลงนั้น ทำให้ดำรงชีวิตได้อย่างสงบสุขในสังคม

     
    4. ศาสนาทำให้สังคมเป็นปึกแผ่น ถ้ามนุษย์ทุกคนประพฤติปฏิบัติตามหลักศาสนา
  อย่างแท้จริงย่อมเป็นคนเหตุผลมีความเข้าใจกัน และมีความร่วมมือสามัคคีกัน
สังคมของคนมีศาสนาจึงมีความมั่นคง
     
    5. ศาสนาเป็นบ่อเกิดของศิลปะวัฒนธรรม พิธีกรรมต่างๆ เป็นระเบียบปฏิบัติเพื่อ
 

จรรโลงศาสนา ศิลปะที่ เกี่ยวข้องกับศาสนา ได้แก่ พระพุทธรูป ภาพฝาผนัง โบสถ์ วิหาร
วรรณกรรม เป็นต้น ส่วนวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ได้แก่ ประเพณีเกี่ยวกับการเกิด
การบวช การแต่งงาน การตาย เป็นต้น