หน่วยของชีวิต และชีวิตพืช
- โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์
- กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
- กระบวนการแพร่และออสโมซิส
- การลำเลียงอาหารในพืช
- การเจริญเติบโตของพืช
- การสืบพันธุ์ของพืช
- การเจริญของพืชภายหลังการปฏิสนธิ
- การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืช
  ร่างกายของเรา
  ชีวิตของสัตว์
  พันธุกรรมและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
 
โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์

เซลล์ (Cell)
     เซลล์ เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต

คน
สัตว์
พืช
Tip : ผู้ที่ตั้งชื่อคำว่าเซลล์ คือ โรเบิร์ต ฮุค

Robert Hooke
โรเบิร์ต ฮุก (Robert Hooke) เป็นคนแรกที่ใช้คำว่า “เซลล์” ซึ่งหมายถึง ห้องว่างเล็กๆ
     ชไรแดน (M.J. Schleiden) และ ชวานน์ (Theodor Schwann) ได้ร่วมกันตั้ง “ทฤษฎีเซลล์” มีใจความว่า “สิ่งมีชีวิตทั้งมวล ประกอบด้วยเซลล์ และผลิตภัณฑ์ของเซลล์”

- ผนังเซลล์
       ผนังเซลล์ เป็นส่วนที่อยู่นอกสุด ทำหน้าที่ เพิ่มความแข็งแรง และป้องกันอันตรายให้แก่เซลล์พืช ผลักเซลล์ ประกอบด้วย สารเซลลูโลสเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้มีคิวทิน ซูเบอริน เพกทิน ลิกนิน ผนังเซลล์พบเฉพาะในเซลล์พืชเท่านั้น
- เยื่อหุ้มเซลล์
       เป็นเยื่อบางๆ ประกอบด้วยโปรตีนและไขมัน มีหน้าที่ ควบคุม ปริมาณ และชนิดของสารที่ผ่านเข้าออกจากเซลล์
- นิวเคียส
       เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเซลล์ และการถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรม จากพ่อแม่ไปสู่ลูกหลาน นิวเคลียส มีส่วนประกอบสำคัญ 2 อย่าง คือ นิวคลีโอลัส และโครมาติน
เซลล์พืช (Plant Cell)

เซลล์สัตว์ (Animal Cell)
ความแตกต่างของเซลล์พืช และเซลล์สัตว์
เซลล์พืช
เซลล์สัตว์
- มีรูปร่างเป็นเหลี่ยม - มีรูปร่างกลม หรือรี
- มีผนังเซลล ์อยู่ด้านนอก - ไม่มีผนังเซลล์ แต่มีสาร เคลือบเซลล์ อยู่ด้านนอก
- มีคลอโรพลาสต์ ภายในเซลล์ - ไม่มีคลอโรพลาสต์
- ไม่มีเซนทริโอล - มีเซนทริโอลใช้ในการแบ่งเซลล์
- แวคคิวโอลมีขนาดใหญ่ มองเห็นได้ชัดเจน - แวคคิวโอลมีขนาดเล็ก มองเห็นได้ไม่ชัดเจน
- ไม่มีไลโซโซม - มีไลโซโซม
 

รูปร่างของเซลล
เซลล์ประสาท
เซลล์เม็ดเลือดแดง
อะมีบา
พารามีเซียม
ยูกลีนา
สเปิร์ม
ไฮดรา
 
เซลล์ในร่างกายของคน

สรุปโครงสร้างและส่วนประกอบของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์
โครงสร้าง
เซลล์พืช
เซลล์สัตว์
1.ส่วนห่อหุ้มเซลล์
  - เยื่อหุ้มเซลล์
  - ผนังเซลล์

มี
มี

มี
ไม่มี
2. นิวเคลียส
มี
มี
3. ไซโทพลาสซึม
  - ร่างแหเอนโดพลาซึม
  - ไมโทคอนเดรีย
  - กอลจิคอมเพลกซ์
  - แวคิวโอล
  - คลอโรพลาสต์
  - เซนทริโอ
  - ไรโบโซม
  - ไลโซโซม

มี
มี
มี

มี
ไม่มี
มี
ไม่มี

มี
มี
มี

ไม่มี
มี
มี
มี
4. ความแข็งแรง แข็งแรง อยู่ได้นาน
มักอ่อนนุ่ม
5. รูปร่างของเซลล์
รูปเหลี่ยม
รูปกลมรี
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
(Photosynthesis)
      คือกระบวนการที่ใช้พลังงานแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ น้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และคลอโรฟีลล์ มาใช้ในการสร้างอาหาร

คลอโรฟิลล ์ (Chlorophyll)
      เป็นสารสีเขียวที่อยู่ภายในเม็ดคลอโรพลาสต์ ซึ่งเม็ดคลอโรพลาสต์นี้ จะอยู่ในไซโทพลาซึม สารคลอโรฟิลล์จะทำหน้าที่ ดูดพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ มาทำให้น้ำ และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดปฏิกิริยาเคมี ได้น้ำตาลกลูโคส น้ำ และแก๊สออกซิเจน
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
      เป็นวัตถุดิบที่พืชใช้ในการสร้างอาหาร ซึ่งแก๊สชนิดนี้ จะมีอยู่ในอากาศรอบ ๆ ตัวเรา และเกิดจาก การเผาไหม้ ของสารอินทรีย์ ซึ่งใช้ เชื้อเพลิงจากการ หายใจของสิ่งมีชีวิต ส่วนใหญ่พืชจะได้รับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ทางปากใบ
มากที่สุด และเป็นแก๊สชนิดนี้จะที่ละลายน้ำได้ จึงเป็นประโยชน์สำหรับ การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชน้ำ
แสง (light)
      เป็นพลังงานที่ได้จากดวงอาทิตย์เป็นส่วนใหญ่ ถ้าแสงจากดวงอาทิตย์ ไม่เพียงพอ พืชอาจใช้แสงจาก แหล่งกำเนิดแสงอื่นๆ เช่น ดวงไฟ ช่วยใน กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงได้
ความสำคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
ของพืชที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม
1. เป็นแหล่งอาหาร และแหล่งพลังงานที่สำคัญ ของสิ่งมีชีวิต ทุกชนิด
2. เป็นแหล่งผลิตแก๊สออกซิเจนที่สำคัญของระบบนิเวศ ซึ่งเป็นแก๊สที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ต้องนำไปใช้ ในการเผาผลาญอาหาร เพื่อสร้างพลังงานหรือใช้ใน
กระบวนการหายใจ
3. ช่วยลดปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ เพราะพืชต้องใช้แก๊สนี้เป็น วัตถุดิบ ในการสังเคราะห์ ด้วยแสง

สรุปกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
1. พืชสีเขียวใช้แสงแดดสร้างอาหาร โดยการสังเคราะห์ ด้วยแสง ออกซิเจนจะถูกปล่อยออกมา
2. พืชสำคัญมาก เป็นอาหาร ยา และที่อยู่อาศัย และควบคุม ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจนในอากาศ
3. อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง จะถูกจำกัดได้ด้วย ความเข้มแสง คาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจนในอากาศ
4. ใบปรับตัวให้เหมาะสมกับการรับแสง และการแลกเปลี่ยนก๊าซ
5. ปากใบควบคุมการเปลี่ยนก๊าซ และการสูญเสียน้ำ
6. การสังเคราะห์ด้วยแสงเกิดขึ้นในที่ที่มีแสง แต่การหายใจเกิดขึ้นตลอดเวลา
7. แสงสีแดงและสีน้ำเงิน เป็นแสงที่ใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง มากที่สุด
8. เกลือแร่สำคัญต่อการเจริญเติบโต และความแข็งแรงของพืช
กระบวนการแพร่และออสโมซิส
    น้ำและแร่ธาตุเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของพืช พืชใช้รากดูดน้ำและแร่ธาตุ
      - การแพร่ (Diffusion) เป็นการเคลื่อนที่ของอนุภาคจากที่มีความเข้มสูง ไปยัง ความเข้มต่ำ จนกระทั่งมีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ

 

      - ออสโมซิส (Osmosis) คือ เป็นการแพร่ของ ตัวทำละลาย เช่น น้ำจากบริเวณที่มีอนุภาคของน้ำมาก หรือ สารละลายที่เจือจางไปยังบริเวณ ที่มีอนุภาคของน้ำน้อยกว่า หรือสารละลายเข้มข้นกว่า ผ่านแผ่นเยื่อเลือกผ่าน ที่ยอมให้ สารเพียงบางอย่าง ผ่านได้


      - แอกทีฟทรานสปอร์ต (Active Transport) เป็นการเคลื่อนที่ของสารจากบริเวณที่มีความเข้ม ของสารต่ำ ไปยังบริเวณที่ความเข้มข้มสูง หรือ ความหนาแน่นของสาร สูง เช่นการดูดซึมแร่ธาตุ ของดินเข้าสู่ราก
การคายน้ำ
      การคายน้ำของพืชเป็นการขับน้ำออกสู่ภายนอน หรือกล่าว ได้อีกอย่างว่า เป็นกระบวนการแพร่ของน้ำออกไปทางปากใบ (Stoma) ส่วนใหญ่จะอยู่ในลักษณะของไอน้ำ
      การคายน้ำของพืชมี 2 แบบ คือ
1. การคายน้ำนรูปแบบของไอน้ำ (Transpiration)
2. การคายน้ำในรูปแบบของหยดน้ำ (Guttation)

       การคายน้ำทั้ง 2 แบบ มีส่วนช่วยในการลำเลียงน้ำ โดย ทำให้เกิดแรงดึงน้ำ จากส่วนล่างขึ้นมาสู่ส่วนบน เป็นสายน้ำ เล็กๆ นอกจากนี้ การคายน้ำยังช่วยทำให้ ใบของพืช มีความ ชุ่มชื้น และช่วยลดอุณหภูมิ ภายในลำต้น และที่ใบด้วย

     ปัจจัยที่ควบคุมการคายน้ำ
1. แสงสว่าง
2. อุณหภูมิ
3. ลม
4. ความกดดันอากาศ
5. ความชื้นของอากาศ
6. ความอุดมสมบูรณ์ของน้ำ ในดิน
7. ปริมาณของน้ำในพืช
8. ลักษณะและโครงสร้างของใบ
บริเวณที่มีการคายน้ำ
- บริเวณปากใบ
- บริเวณผิวใบ
- บริเวณรอยแตกของลำต้นและกิ่ง (เกิดขึ้นได้ค่อนข้างน้อย)


ปากใบ
 
ปัจจัยที่ควบคุมการเปิดปิดของปากใบ

     พืชลำเลียงน้ำและแร่ธาตุไปใช้ในการสร้างอาหาร และการดำรงชีวิต
การลำเลียงอาหารในพืช
      น้ำตาลกลูโคสที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงนั้น เกิดขึ้นที่บริเวณใบ ที่มีคลอโรฟิลลกลูโคสและสารชนิดอื่นๆ ที่ถูกเปลี่ยนแปลง จะถูกลำเลียงไปตาม ก้านใบ กิ่ง และลำต้น ทางท่อลำเลียงอาหาร หรือโฟลเอม (Phloem)  ไปยังส่วนที่ กำลังเจริญเติบโต ไปสู่ส่วนที่สร้างอาหารไม่ได้คือ รากหรือหัว และไปสู่ส่วนที่ทำหน้าที่สะสมอาหาร คือ รากและเมล็ด

       โดยอาหารจะแพร่หรือออกจากท่อลำเลียงอาหาร ไปยัง เซลล์ต่างๆ โดยตรง การลำเลียงอาหารของพืชส่วนใหญ่ เกิดขึ้นตอนกลางคืน
ภาพแสดงโครงสร้างภายในลำต้น
ภาพแสดงแคมเบียมคั่นอยู่ระหว่างไซเลมและโฟลเอม

สรุปการลำเลียงอาหารในพืช
1. พืชมีระบบขนส่งที่ประกอบด้วยหลอดที่เรียกว่า ไซเลมและโฟลเอม
      - ไซเลมนำน้ำและแร่ธาตุ จากรากขึ้นไปตามลำต้นไปยังใบ
      - โฟลเอมขนสารละลายอาหารจากใบไปยังทุกส่วนของพืช และฮอร์โมนไปทั่วต้นพืชด้วย
2. น้ำในดินผ่านเข้าสู่รกขนอ่อนด้วยกระบวนการออสโมซิส
3. พืชรับเกลือแร่เข้าสู่ลำต้นด้วยกระบวนการออสโมซิส
4. ใบสูญเสียน้ำออกไปในบรรยากาศโดยการคายน้ำ การคาย น้ำต่อเนื่อง ทำให้น้ำเดินทางจากราก ขึ้นไปตามลำต้น ไปยังใบ การคายน้ำควบตุมโดยการเปิดปิดของปากใบ ปัจจัยสภาพ แวดล้อม เช่น ลม ความชื้น และอุณหภูมิ มีผลต่อการคายน้ำ
5. เซลล์ที่เต่งตัวจะช่วยค้ำจุนส่วนที่อ่อนนุ่มของพืชไว้
การเจริญเติบโตของพืช
      การเจริญเติบโต เป็นการเพิ่มขนาด เพิ่มมวล และรวมไปถึงการเพิ่มจำนวนเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 กระบวนการ คือ
1. การเพิ่มจำนวนเซลล์โดยการแบ่งเซลล์
2. การขยายขนาดของเซลล์
3. การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ เพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่าง
      การเจริญเติบโตของพืชชนิดต่างๆ จะคล้ายคลึงกัน ซึ่งส่วนใหญ่ จากเมล็ด

เมล็ด (Seed)
      เมล็ด คือ โอวูล (Ovule) ที่ได้รับการผสม และเจริญเต็มที่แล้ว มีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน ดังนี้
1. เปลือกหุ้มเมล็ด (Seed Coat หรือ Testa)
2. เยื่อเก็บสะสมอาหาร (Endosperm)
3. ต้นอ่อน (Embryo) ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้
      - ใบเลี้ยง (Cotyledon)
      - ยอดอ่อน (Plumule)
      - เอพิโคติล (Epicotyl)
      - ไฮโปโคติล (Hypocotyl)
      - รากอ่อน (Radicle)
สภาพแวดล้อมที่จำเป็นต่อการงอกของเมล็ด
      การงอกของเมล็ด คือ การกลับสู่สภาพของการ เจริญเติบโตของเมล็ด เมล็ดบางชนิดจะไม่งอก แม้สภาพแวดล้อมจำอำนวยให้ จนกว่าระยะเวลาหนึ่งผ่านไป ระยะที่กล่าวถึงนี้คือ ระยะพักตัว (Dormancy) สภาพแวดล้อม ที่จำเป็นต่อการงอกของเมล็ดนั้น ที่สำคัญคือ
1. น้ำ
2. ออกซิเจน
3. อุณหภูมิที่พอเหมาะ
4. แสงสว่าง

สรุปการเจริญเติบโตของพืช
1. พืชมีเนื้อเยื่อ 2 ประเภท ประเภทหนึ่งสามารถ แบ่งเซล์ได้ ตลอดเวลา เรียกว่า เนื้อเยื่อเจริญ อีกประเภท ไม่สามารถแบ่ง เซลล์ได้อีก เรียกว่า เนื้อเยื่อถาวร (เนื้อเยื่อลำเลียงน้ำและอาหาร)
2. เนื้อเยื่อเจริญ แบ่งออกไปตามประเภทตำแหน่งที่อยู่
     2.1 ตรงปลายยอดและปลายราก ที่ส่วนนี้มีการเพิ่ม ความยาวได้เรื่อยๆ ทำให้พืชเจริญเติบโตในแนวดิ่ง พบได้ทั้งพืชใบเลี้ยงเดี่ยว และใบเลี้ยงคู่
     2.2 ตรงเหนือข้อ ทำให้ข้อยืดยาวออก พืชจึงมีการเจริญ เติบโตในแนวดิ่ง พบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด
     2.3 แทรกอยู่ระหว่างท่อน้ำกับท่ออาหาร คอยแบ่งเซลล์ ให้มีท่อน้ำและท่อาหารเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ลำต้นกว้างออก พบในพืชใบเลี้ยงคู่ทัวไป และพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด เช่น หมากผู้หมากเมีย จันทร์แดง หางจระเข้
การสืบพันธุ์ของพืช

ส่วนประกอบสำคัญของดอก

       ดอก (Flower) คือ อวัยวะหรือส่วนของพืช ที่เจริญ เปลี่ยนแปลงมาจากใบและกิ่ง เพื่อทำหน้าที่ในการสืบพันธุ์ เราอาจแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้
1. ดอกเดี่ยว คือ มีดอกเดี่ยวติดอยู่บนก้านชูดอก เช่น ดอกบัว
2. ดอกช่อ คือ ดอกย่อยๆ หลายๆ ดอกที่ติดอยู่บนก้านชูดอก
ส่วนประกอบที่สำคัญของดอก
1. กลีบเลี้ยง (Sepal)
2. กลีบดอก (Petal)
3. เกสรตัวผู้ (Anther)
      - อับละอองเรณู (Pollen Sac)
      - ก้านชูอับละอองเรณู (Filament)
4. เกสรตัวเมีย (Pistill)
      - รังไข่ (Ovary)
      - ยอดเกสรตัวเมีย (Stigma)
      - ก้านเกสรตัวเมีย (Style)

ส่วนประกอบของดอกไม้
การแบ่งประเภทของดอก โดยใช้ส่วนประกอบ ของดอก เป็นเกณฑ์ แบ่งได้ 2 ชนิด
1. ดอกครบส่วน (Complete Flower)
2. ดอกไม่ครบส่วน (Incomplete Flower)
การแบ่งประเภทของดอก โดยใช้การมีหรือไม่มี เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย เป็นเกณฑ์ แบ่งได้ 2 ชนิด
1. ดอกสมบูรณ์เพศ (Perfect Flower)
2. ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (Imperfect Flower)
ข้อสรุปเกี่ยวกับประเภทของดอก
1. ดอกสมบูรณ์ ต้องเป็นดอกสมบูรณ์เพศเสมอ
2. ดอกสมบูรณ์เพศ อาจเป็นดอกสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ก็ได้ 3. ดอกไม่สมบูรณ์เพศ ต้องเป็นดอกไม่สมบูรณ์เสมอ
4. ดอกไม่สมบูรณ์ อาจเป็นดอกสมบูรณ์เพศ หรือดอกไม่สมบูรณ์เพศ ก็ได้

 
ส่วนประกอบของดอกไม้ชนิดต่าง ๆ

ต้นข้าวโพด
ต้นไม้ที่มีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ภายในต้นเดียวกัน

การสืบพันธุ์ของพืชดอก
      การสืบพันธุ์ของพืชดอก มีวิธีการผสมพันธุ์ 2 ขั้นตอน คือ
1. การถ่ายละอองเรณู (Pollination)
2. การปฏิสนธิ (Fertilization)

การถ่ายละอองเรณูเกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะ คือ
1. การถ่ายละอองเรณูในต้นเดียวกัน

2. การถ่ายละอองเรณูข้ามต้น
การปฏิสนธิ  คือ การที่เซลล์สืบพันธุ์ ตัวผู้เข้าผสมกับ เซลล์สืบพันธุ์ตัวเมีย เกิดเป็นเซลล์ใหม่ เรียกว่า ไซโกต (Zygote) ซึ่งจะเจริญเติบโตเป็น เอมบริโอ

การเจริญของพืชภายหลังการปฏิสนธิ
ผล (Fruit)
      ผลเกิดจากรังไข่ที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากการปฎิสนธิ ผลแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. ผลเดี่ยว (simple Fruit)
2. ผลกลุ่ม (Aggregate Fruit)
3. ผลรวม (Multiple Fruit)
การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืช
      สิ่งมีชีวิตไวต่อการรับความรู้สึก และตอบโต้ต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว เมื่อสภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ความชื้น อุณหภูมิ แสงสว่าง การเคลื่อนไหวของพืช ที่เกิดขึ้น ในธรรมชาติมี 2 แบบ คือ
1. การเคลื่อนไหวแบบนาสติก
2. การเคลื่อนไหวแบบทรอฟิก
การเคลื่อนไหวแบบนาสติก
      การเคลื่อนไหวแบบนาสติก เป็นการเคลื่อนไหวที่ ไม่สัมพันธุ์กับทิศทางของสิ่งเร้า การเคลื่อนไหวแบบ นาสติก แบ่งออก เป็น 2 แบบ คือ
    - ไฮโปนาสตี เกิดจากการถูกสัมผัส
    - โฟโตนาสตี เกิดจากแสงสัมผัส
      ทั้ง 2 แบบนี้เกิดขึ้นบริเวณโคนก้านใบหรือ โคนก้านใบย่อย ที่มีกลุ่มเซลล์อยู่กันรวมๆ เช่น ต้นไมยราบ เมื่อมีการแตะเบาๆ เซลล์ของใบจะปล่อยน้ำ ออกมาสู่ช่องว่าง ระหว่างเซลล์ ทำให้ใบหรือก้านใบเหี่ยว ลักษณะนี้เกิดขึ้น อย่างรวดเร็ว ภายในไม่กี่เวลา

ต้นไมยราบ
การเคลื่อนไหวแบบทรอฟิก
      การเคลื่อนไหวแบบทรอฟิก เป็นการเคลื่อนที่มีความ สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้าที่มากระตุ้นใน 2 ลักษณะ คือ การเคลื่อนไหวเข้าหาสิ่งเร้า และการเคลื่อนไหวหนีจากสิ่งเร้า
      การตอบสนองของพืชแต่ละชนิด แต่ละส่วนจะแตกต่าง กันไป ถึงแม้จะมีสิ่งเร้าจากภายนอก ที่มากระตุ้น เป็นชนิดเดียว กันก็ตาม เช่น
1. แสง ยอดพืชจะเจริญเข้าหาแสง รากจะเจริญ ในทิศทาง หนีแสง

2. แรงโน้มถ่วงของโลก ลำต้นจะเจริญในทิศทาง หนีแรงโน้มถ่วง ของโลก การงอกของราก เกิดในทิศทาง เข้าหาแรงโน้มถ่วงของโลก
3. สารเคมี การงอกหลอดเรณูเข้าไปในออวุล เข้าหาสารละลาย น้ำตาลที่อยู่ภายในออวุล
4. น้ำ รากของพืชจะเจริญในทิศทางเข้าหาน้ำหรือความชื้น